วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

สรุปการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation)

ชื่อ นายวิชญพงศ์ สกุล หล่อพันธ์ เลขที่ 15 ห้อง 5/9
กลุ่มที่ 7
ปัญหาที่นักเรียนศึกษา : คนอ้วน

ที่มาและความสำคัญของปัญหา
ในช่วง 10 ที่ผ่านมา คนไทยประสบปัญหาโรคอ้วนในเด็กมากที่สุดในโลก และในปี 2553 ที่ผ่านมา เรื่องราวผู้มีภาวะโรคอ้วนรุนแรง ขนาดต้องใช้เครื่องจักรขนย้ายร่างกายออกจากที่พักอาศัย เพื่อนำส่งโรงพยาบาล ถูกจุดกระแสอยู่ชั่ววูบหนึ่งก่อนจางหาย นับเป็นหนึ่งในข่าวคราวมหันตภัยจากความอ้วนล้นเกินที่แพร่กระจายอยู่ในสังคม  ความอ้วนนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บมากมาย นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนพยายามจะลดความอ้วนให้ได้ แต่จะลดความอ้วนได้อย่างไรในเมื่อมีของอร่อยๆ คอยยั่วยวนตลอดเวลา ไม่ว่าตามร้านอาหารซูเปอร์มาเก็ต หรือแม้แต่ในห้องนอนก็มีโฆษณามากระตุ้นกิเลส คนเป็นอันมากพร้อมทำทุกอย่างเพื่อลดความอ้วน จะให้อบเซาน่าก็ได้ ดูดไขมันก็ยอม ขอเพียงอย่างเดียวคือขอให้ได้กินอย่างสะดวกปากอย่างเคยก็แล้วกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อมีข่าวว่าต่อไปในอนาคตเราสามารถลดความอ้วนได้โดยเพียงแค่เปลี่ยนถ่ายยีน หรือฉีดเลปตินเข้าไป หลายคนจึงรู้สึกเหมือนกับจะได้ขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว


วัตถุประสงค์
1.เพื่อศึกษาปัญหาของคนอ้วน
2.เพื่อเรียนรู้วิธีการสร้างสารคดีเกี่ยวกับปัญหาของคนอ้วน

ผลการศึกษา 
1. ได้ทราบเกี่ยวกับปัญหาของคนอ้วน ว่ามีพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไรตั้งแต่การตื่นนอน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การเดินทาง ไปจนถึงการนอนหลับว่ามีการใช้ชีวิตเหมือนหรือต่างกับคนที่มีรูปร่างปกติอย่างไร ต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง รวมถึงแรงกดดันต่างๆที่คนอ้วนได้พบเจอ
2. ได้ทราบเกี่ยวกับการเรียนรู้เและวิธีการต่างๆในการสร้างสารคดีด้วยวิธีการที่ถูกต้อง การรู้จักการวางแผน รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม การแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนๆในกลุ่ม ทำให้เรามีทักษะในการแก้ปัญหาที่ดีและมีทักษะในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมที่ดีขึ้น

เสนอแนวคิดในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ
จากการศึกษาปัญหาของคนอ้วน และได้เรียนรู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาโรคอ้วน ซึ่งต้องมีทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการควบคุมอาหาร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างที่ใช้ในการดำรงชีวิต โดยสรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้

  • พยายามรับประทานอาหารเฉพาะในมื้ออาหารโดยเฉพาะที่โต๊ะอาหาร และลุกขึ้นจากโต๊ะทันทีที่อิ่ม
  • รับประทานวันละ 3 มื้อ
  • รับประทานอาหารเช้าทุกวัน
  • อย่าอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
  • เลือกอาหารว่างที่มีไขมันต่ำ
  • รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ขัดสี
  • รับประทานอาหารอย่างช้าๆ เคี้ยวอาหารแต่ละคำช้าๆ
  • ที่มีไขมันสูง
    • ดื่มน้ำมากๆทั้งในมื้ออาหารและระหว่างมื้ออาหาร ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนอาหาร
    • พยายามเลี่ยงอาหารที่ใช้มือหยิบ เพราะคุณจะเพลินกับการรับประทานอาหาร
    • อย่าเสียดายของเหลือ ไม่จำเป็นต้องทานอาหารจนหมดจาน
    • จำกัดเนื้อสัตว์ไม่ติดมันไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ
    • รับประทานเนื้อปลาเป็นหลัก เนื้อไก่และเป็ดให้ลอกหนังออก
    • ลือกอาหารที่มีไขมันต่ำแทนอาหารที่มีไขมันสูง
    • อย่าเตรียมอาหารมากเกินความจำเป็น
    • หลีกเลี่ยงอาหารพวก ทอด ผัด แกงกะทิ ให้ใช้ อบ นึ่ง เผา
    • อย่าวางอาหารจานโปรดหรือของว่างไว้รอบๆตัว
    • อย่าทำกิจกรรมอื่นๆระหว่างรับประทานอาหาร เช่นอ่านหนังสือ,ดูโทรทัศน์ เพราะจะรับประทานอาหารมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว
    • พยายามหางานอดิเรกทำเมื่อเวลาหิว
    • อาหารเหลือให้เก็บทันที
    • ไม่หยิบหรือชิมอาหาร
    • หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยครีม เครื่องจิ้มที่มีไขมันสูง

นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเรียนวิชา IS1
ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการสร้างสารคดีที่ถูกต้อง รู้จักการจัดการกระบวนการความคิดอย่างเป็นระบบ รู้จักการวางแผนก่อนทำงาน รู้จักการทำงานอย่างมีแบบแผน รู้จักการคิดวิเคราะห์คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน ได้เรียนรู้การกำหนดประเด็นปัญหา การตั้งสมมุติฐาน การค้นคว้า การแสวงหาความรู้และฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการสร้างองค์ความรู้ และเมื่อกล่าวถึงเรื่องที่กลุ่มเราได้ศึกษา จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาของคนอ้วน การใช้ชีวิตประจำวันของคนอ้วน รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆที่ปฏิบัติกันซึ่งส่งผลให้เกิดโรคอ้วนและวิธีการแก้ปัญหาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆในการลดความอ้วน

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ผลที่ควรระวังเนื่องจากการลดน้ำหนัก

1. วิงเวียน
           คนลดน้ำหนักที่ดื่มแต่น้ำ หรือทานแต่ของเหลวเท่านั้น จะรู้สึกอ่อนเพลียและมึนศีรษะ เนื่องจากการอดอาหารนี้ ร่างกายจะสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมากมาย และที่จะมาพร้อมกับน้ำก็คือโซเดียม
           สำหรับคนลดน้ำหนักที่ขาดธาตุคาร์โบไฮเดรตนั้น อาจมีผลทำให้ ความดันโลหิตของคุณ ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนคุณรู้สึกวิงเวียน โดยเฉพาะเมื่อคุณ ต้องลุกขึ้นอย่างกะทันหัน หรือนั่งลงอย่างรวดเร็ว
           การแก้ปัญหาคือ หยุดการลดน้ำหนัก และการกินอาหารที่ไม่เหมาะสมนี้ แล้วเริ่มการควบคุมน้ำหนัก อย่างมีสุขภาพดี ชนิดที่มีธาตุอาหารที่ร่างกายต้องการครบครัน
2. ความหิวโหย
           คุณประหลาดใจไหมว่า เจ้าความรู้สึกทรมานในช่องท้องนี้ จะหายไปได้อย่างไร อย่ากังวล! กระเพาะของคุณ เพียงต้องการเวลา เพื่อให้มันหดตัวลงเท่านั้น และเมื่อมันหดตัวลงแล้ว ความหิวโหยนี่ก็จะยุติลงในเวลาเดียวกัน คุณก็ต้องรักษาระดับแคลอรีให้ต่ำเอาไว้
           อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มคือ ดื่มน้ำอย่างน้อย 6 แก้วต่อวัน และทานอาหารจำพวกขนมปัง ข้าว อันจะทำให้คุณคอแห้งอยากดื่มน้ำ และเมื่อดื่มน้ำเข้าไป มันจะพองตัวในท้องของคุณ ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณ ไม่อาจทานอะไรได้อีกแล้ว แม้แต่คำเดียว
3. การหายใจไม่สะดวก
           สารเหตุก็เนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะอดอาหาร หรือทานอาหารไม่ครบ ตามที่ร่างกายต้องการ อันจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะ
           ในระหว่างที่รอให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายปรับตัว คุณควรแปรงฟันทุก 2-3 ชั่วโมง ใช้น้ำยาบ้วนปากด้วย แล้วก็เคี้ยวหมากฝรั่ง ที่มีน้ำตาลน้อย ๆ และทำให้ลมปากสดชื่น หากอยากให้กรดในกระเพาะเป็นกลาง คุณก็ลองทานยาลดกรดช่วยได้
4. ท้องผูก
           ในขณะลดน้ำหนัก คุณมักไม่ค่อยได้ทาน อาหารที่มีกาก อาการท้องผูกจึงเกิดขึ้น คุณควรหันมา เพิ่มอาหารประเภทผลไม้ แลุะผักสด ๆ
           อีกวิธีที่จะช่วยป้องกันโรคท้องผูกก็คือ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว และดื่มกาแฟในตอนเช้าสักถ้วย เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย.. แน่นอนคุณควรออกกำลังกายทุกวัน
5. ตะคริวที่ขา
           ในขณะที่การดื่มน้ำถือว่าเป็นสิ่งดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่น้ำที่มีมากเกินไป ก็อาจทำให้คุณสูญเสียแคลเซียม ที่จำเป็นต่อร่างกายได้ เพราะตะคริว มักเกิดเนื่องจากร่างกาย ต้องการแคลเซียม เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นตะคริว ควรดื่มนมสด เนย โยเกิร์ต ผักที่มีใบเขียว ถั่วเหลือง น้ำอ้อย
6. ปวดศีรษะ
           ถ้ามีอาการปวดศีรษะระหว่างมื้อก่อนอาหาร หรือเมื่อคุณลดอาหารมากเกินไป บางทีอาจเป็นสาเหตุของ น้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องมาจากปริมาณโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ในเมนูมีไม่เพียงพอ ปลา เนย และเนื้อเป็นโปรตีนที่ดี ใส่มันรวมเข้าไป ในตารางอาหารของคุณด้วย ลองพยายามทานอาหาร 6 มื้อเล็ก ๆ ต่อวันแทนที่จะเป็น 3 มื้อตามปกติ
           และสำหรับคุณที่ทานฮอตดอกมากเกินไป ในระหว่างการลดน้ำหนัก มันอาจทำให้คุณเกิดอาการปวดศีรษะได้ เนื่องจากส่วนผสมที่อยู่ในฮอตดอก คือ โซเดียมไนเตรท และกรดดินประสิว
           การบริหารร่างกายอย่างหักโหมมากเกินไป อาจทำให้เกิด อาการปวดศีรษะนี้ได้เช่นกัน วิธีแก้ไขคือ ใจเย็น จำเอาไว้ว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว
7. โรคนอนไม่หลับ
           มันเป็นเรื่องธรรมดา ของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการทาน จึงทำให้น้ำตาลในเลือด และอินซูลิน เกิดความไม่สมดุลขึ้น ทำให้หลับไม่ลง
           วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดคือ พยายามกระฉับกระเฉงให้มากที่สุด พยายามเข้าร่วมในสโมสรสุขภาพ และหัดบริหารร่างกายวันละ 15 นาที ให้เป็นกิจวัตร
           บางทีคุณอาจต้องดื่มเครื่องดื่มบางชนิด ช่วยให้คุณหลับ และหลายคนก็ใช้วิธีนี้ได้ผล เครื่องดื่มอุ่น ๆ ที่มีแคลอรีต่ำ หากต้องการรสหวาน ก็ให้ส่น้ำผึ้งลงไปสักนิด
           ถ้ายังไม่ได้ผล ก่อนนอนหยิบหนังสือเล่มโต ๆ ชวนง่วงมาอ่านสักเล่ม แน่นอนว่า คุณไม่มีทางอ่านได้จบ โดยไม่หลับผล็อยไปก่อน
8. เหนื่อยอ่อน
           การลดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จะทำให้คุณเหนื่อยอ่อนมาก เพราะร่างกายคุณ ถูกบังคับให้เผาผลาญไขมัน ที่จำเป็นต่อร่างกายมากเกินไป
           วิธีแก้ไขคือ ให้เพิ่มอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีน และวิตามินบี ดื่มน้ำส้มคั้นสักแก้วเมื่อคุณรู้สึกเพลีย จะช่วยให้คุณมีพลังขึ้นอีกนิด
9.หดหู่
           นักไดเอตหลายคนมักพูดว่า "หมู่นี้ฉันมูดดี้จริง ๆ เลยละ" หรือ "ฉันร้องไห้ตลอดเวลา"
           เรื่องของเรื่อง ก็เป็นเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลต่อความสมดุล ของน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน ทำให้หดหู่ หมองเศร้า
           เพื่อขจัดอาการเช่นนี้ ให้ทานอาหาร ที่จะไม่ทำให้คุณขาดวิตามินบี เช่น เนื้อวัว ปลาทะเล หน่อไม้ ไก่ และเนยสักก้อนเล็ก ๆ
           การขาดแคลเซียม ก็ทำให้อารมณ์คุณตกต่ำเช่นกัน หากคุณขาดสารอาหารพวกแคลเซียม คุณอาจต้องทาน ยาเพิ่มสารอาหารแทน จำเอาไว้ว่า คุณต้องได้รับแคลเซียมถึง 800 มิลลิกรัมต่อวัน
           อีกกรณีหนึ่งคือ นักไดเอตผู้หญิง มักจะดื่มกาแฟดำ ถ้วยต่อถ้วย เพราะว่ามันไม่มีแคลอรี อย่างไรก็ดี กาแฟจะทำลายวิตามินบี 1 ซึ่งยิ่งทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของคุณ เลวร้ายลง
10. ทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
           คุณจะดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด และคนรอบข้าง ก็จะพากันบ่นว่า ให้คุณเลิกการลดน้ำหนักเสีย แต่อย่าเพิ่ง หากนายแพทย์บอกว่า น้ำหนักคุณไม่ได้ต่ำเกินไป หรือเมื่อเทียบ มาตรฐานความสูงแล้ว ไม่ต่ำเกินไป ก็อย่าไปสนใจคำวิจารณ์นั้นเลย เพราะเมื่อร่างกายปรับตัวได้ คุณก็จะดูดีขึ้น

10 วิธีลดความอ้วนได้ผลอย่างสดชื่นและเป็นสุข

           1. คิดเมนูอาหารล่วงหน้า และทานอาหารที่เตรียมไว้ เพราะการคิดเมนูอาหาร ไว้ล่วงหน้าแล้ว มักได้อาหาร ที่ถูกสุขลักษณะตามต้องการ
           2. ไปตลาดหรือห้างสรรพสินค้า ในขณะที่ทานอาหารอิ่มแล้ว จะทำให้ไม่อยากที่จะซื้ออะไรทานอีก
           3. ทานแต่เพียงเล็กน้อย เช่น อยากดื่มน้ำหวาน ก็รินนิดหน่อย อย่าเทตามใจชอบ แล้วรีบปิดจุกขวดทันที อยากทานถั่วทอด ก็ทานเล็กน้อย แล้วรีบปิดซองทันที เป็นต้น
           4. อย่าไปทานตามภัตตาคารบ่อย ๆ โดยเฉพาะการทานอาหารบุฟเฟต์ มักจะมีอาหารประเภทไขมันมาก และมีหลากหลายชนิด ยั่วยวนให้เกิดความอยากทาน
           5. ไม่ทานอาหารแคลอรีสูง เช่น ช็อกโกแลต ของทอด คุกกี้ ของแบบนี้ ไม่ควรมีไว้ในบ้าน ควรจะมีผลไม้ ผักไว้ในตู้เย็นมาก ๆ เวลาอยากทานของว่าง ประเภทไขมัน จะได้ทานผลไม้หรือผักแทน
           6. ชักชวนคนในบ้านไม่ทานอาหารทำลายสุขภาพ เช่น ของทอด ๆ หรือไอศกรีม เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้เราอยากทานไปด้วย
           7. ทำตัวให้กระฉับกระเฉง หาทางออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงความสะดวกสบายจนเกินไป เช่น เดินไปไหนแทนการนั่งรถเมล์ ขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ เป็นต้น
           8. ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนทานอาหารทุกมื้อ จะได้อิ่มและทานอาหารอื่นน้อยลง
           9. แปรงฟันทุกครั้งที่ทานอาหาร เนื่องจากฟันสะอาด ลมหายใจดีมีความสดชื่น ทำให้เกิดการลังเลก่อนทานทุกครั้ง เพราะขี้เกียจที่จะแปรงฟันใหม่
         10. ไม่นัดเพื่อนหรือแฟนที่ร้านอาหาร ร้านขนม หรือคาเฟ่ ไม่จัดการประชุม ใกล้สถานที่ที่มีอะไร ยั่วยวนชวนรับประทาน

โรคผอมแห้งและอาหารเพิ่มน้ำหนัก

           ผู้ที่มีน้ำหนักน้อยเกินขนาด (Underweight) หมายถึงผู้ที่มีน้ำหนัก น้อยกว่าน้ำหนักเฉลี่ยของคนปกติร้อยละ 10-20 ถ้าน้ำหนักน้อยกว่าคนปกติร้อยละ 20 ถือว่าเป็นโรคผอมแห้ง (Chronic leanness)
           ปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักน้อยกว่าปกติ และโรคผอมแห้งนี้ มักได้รับความสนใจน้อยกว่าโรคอ้วน โดยมากเกิดกับผู้ที่เคลื่อนไหวมาก พักผ่อนน้อย ทานน้อย จู้จี้เลือกอาหาร ทานไม่ลง หรือเบื่ออาหารง่าย หรือมีโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป ทำให้อาหาร ที่ทานเข้าไปถูกเผาพลาญมาก หรือ เป็นโรคที่ทำให้ อาหารดูดซึมไม่ดี เช่น คลื่นไส้อาเจียน โรคกระเพาะลำไส้ ท้องเดิน ฯลฯ นอกจากนี้ มักมีอารมร์เครียด และหมกมุ่นวิตกกังวลอยู่เสมอ การมีน้ำหนักน้อยเกินไป ก็มีผลร้าย คือเหนื่อยง่าย ความต้านทานโรคต่ำ มักเป็นโรคขาดสารอาหาร และโรคอื่น ๆ เช่นวัณโรค และเกิดผลร้ายใน ระหว่างตั้งครรภ์ ดังได้กล่าวมาแล้ว
           อาหารสำหรับผู้มีน้ำหนักน้อยกว่าปกตินั้น มีลักษณะตรงข้าม กับอาหารของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก คือ ต้องมีพลังงาน หรือแคลอรีสูงกว่าปกติวันละ 500 แคลอรีขึ้นไป หรือควรทานวันละ 3,000-3,500 แคลอรี สำหรับผู้ที่ออกแรงทำงานพอควร การเพิ่มแคลอรี ทำได้โดยทานอาหาร ที่ให้พลังงานสูงและทานเนื้อที่น้อย เข่น เนยเหลว ไอศกรีม ขนมหวาน ทานผักและผลไม้ ที่ให้พลังงานสูงพอควร แต่ไม่ควรลดปริมาณโปรตีน ควรทานโปรตีนเท่ากับคนปกติ หรือมากกว่าคนปกติ ดังนั้นจึงควรทานเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง และผลไม้เปลือกแข็ง ให้มากขึ้นกว่าปกติ สำหรับผู้ที่ไม่ใคร่มีความอยากอาหาร อาจต้องออกกำลังกายบ้างเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้มีความอยากอาหารมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทานอาหารที่มันจัด หรือหวานจัดเกินไป เพราะจะทำให้ทานอาหาร ได้น้อยกว่าปกติ ผู้ที่มีน้ำหนักน้อย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และต้องพยายามทำจิตใจให้เบิกบาน

ข้อควรปฏิบัติอื่น ๆ ในการลดน้ำหนัก

           1. ปรึกษาแพทย์ หรือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะ เพื่อจะได้ทราบว่า สาเหตุของการเป็นโรคอ้วนนั้น เนื่องมาจากการทำงานของ ต่อมต่าง ๆ ผิดปกติ หรือนิสัยการกินไม่ดี แพทย์หรือผู้ชำนาญเรื่องนี้ จะเป็นผู้บอกว่า บุคคลนั้น ควรจะลดน้ำหนักมากน้อยเท่าใด กินอย่างไร และออกกำลังกาย มากน้อยเพียงใด จึงจะไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกาย
           2. ชั่งน้ำหนักร่างกายอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง การชั่งน้ำหนักควรชั่งเวลาเดียวกันทุกครั้ง อย่าลืมว่า น้ำหนักร่างกาย เปลี่ยนแปลงตลอดวัน การชั่งน้ำหนักเวลาเดียวกันจะทำให้ทราบ การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักโดยแท้จริง เวลาที่ดีที่สุด ในการชั่งน้ำหนัก คือ หลังจากทำความสะอาดร่างกายแล้ว ก่อนรับประทานอาหารเช้า
           3. ควรลดน้ำหนักทีละน้อย หรือค่อยเป็นค่อยไป จึงจะปลอดภัย การลดน้ำหนักฮวบฮาบ ในเวลาอันสั้น อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือถึงตายได้ ดังนั้นในสัปดาห์หนึ่ง ควรลดน้ำหนักไม่เกิน 1/2-1 กิโลกรัม นอกจากแพทย์ จะเป็นผู้ควบคุมอย่างใกล้ชิด อย่าลืมว่า น้ำหนักร่างกายของคนเรานั้น ไม่ได้ เพิ่มขึ้นในเวลา 1-2 สัปดาห์ การเพิ่มน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ใช้เวลาเป็นแรมเดือน หรือนับปี ดังนั้นการลดน้ำหนัก ย่อมยากที่จะทำสำเร็จภายใน 1-2 เดือน ในระยะแรก ของการลดน้ำหนัก ต้องมีความอดทนพอสมควร คือต้องรอคอยผล ซึ่งต้องใช้เวลา ใน2-3 สัปดาห์แรก อาจทำให้ไม่ได้ผล ต้องพยายามลดน้ำหนักต่อไป น้ำหนักจึงจะค่อย ๆ ลดลง ในอัตราทสม่ำเสมอ โดยมากคนไข้ มักหมดกำลังใจเสียก่อน เลยทำไม่สำเร็จ
           4. พยายามรับประทานอาหารให้ตรงเวลา อย่าอดอาหารบางมื้อ คนทั่วไปชอบคิดกันว่า ถ้าอดอาหารเช้า จะทำให้น้ำหนักลดลง นับว่าเป็นความคิดที่ผิด นักโภชนาการ ได้ทำการค้นคว้าแล้วว่า อาหารมื้อเช้า เป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และต้องเป็นอาหาร ที่มีประโยชน์ที่สุด เพราะร่างกายไม่ได้รับอาหาร มาเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงจำต้องได้รับอาหาร ที่ดีมาทดแทน เพราะถ้าเราอดอาหารเช้าแล้ว ธรรมชาติของร่างกาย จะทำให้รับประทานอาหารชดเชย มากขึ้นในมื้อต่อไป ควรทานอาหารทุกมื้อตามปกติ แต่ไม่ควรทานมื้อเย็นมากนัก และควรลดขนมหวาน หรือเครื่องดื่ม ที่มีพลังงานสูงก่อนเข้านอน เพราะหลังอาหารมื้อเย็น ร่างกายไม่ได้ออกแรงทำงาน อาหารที่รับประทานเข้าไป จะถูกเก็บสะสมไว้ ทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ง่าย  ถ้ารู้สึกหิว ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือนมอุ่น ๆ ที่ไม่มีไขมันสัก 1 แก้วก่อนนอน
           5. ควรแก้ไขนิสัยการบริโภคอาหารที่ไม่ดี เป็นต้นว่า ต้องทานแต่พอรู้สึกอิ่มเท่านั้น จากการค้นคว้าพบว่า แม่บ้านที่เป็นโรคอ้วน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ ชอบทานจุบทานจิบอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่รู้ตัวว่าอิ่มแล้ว เพราะเสียดายของ ไม่ต้องการให้อาหารเหลือ ควรหัดให้กระเพาะ ชินกับการจำกัดอาหารทีละน้อย ในที่สุด ก็จะทานน้อยไปเอง ถ้ารู้สึกหิวก่อนถึงเวลาอาหาร ควรทานผลไม้ หรือดื่มน้ำผลไม้เท่านั้น หรืออาจใช้เครื่องดื่ม ที่ไม่มีครีมและน้ำตาลได้ นอกจากนี้ มีรายงานว่า ผู้ที่ทานอาหารรีบร้อน หรือเร็วมักอ้วนง่ายกว่าผู้ที่ทานช้า
           6. ควรออกกำลังกายควบคู่ไปกับการจำกัดอาหาร จากการสำรวจพบว่า นักเรียนหญิงที่เป็นโรคอ้วน มักไม่ชอบออกกำลังกาย ทั้งที่ทานอาหารเท่าเด็กปกติ การออกกำลังกาย ปฏิบัติได้ทุกเวลา เว้นแต่หลังอาหารใหม่ ๆ หรือก่อนนอน  ทางที่ดีควรออกกำลังกาย ก่อนทานอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายเพียงวันละ ครึ่งชั่วโมงทุกวัน จะให้ประโยชน์แก่ร่างกายได้มาก
           7. ไม่ควรอดนอน หรือลดชั่วโมงการพักผ่อนลง ควรพักผ่อนหลับนอนตามปกติ เพราะระหว่างลดน้ำหนัก ร่างกายมักอ่อนแอลง เป็นช่องทางให้เกิดโรคได้ง่าย ดังนั้นอาหารที่ทาน ถึงจะมีปริมาณน้อย ก็ต้องมีคุณค่าสูง และร่างกาย ก็ต้องการพักผ่อนอย่างเพียงพอด้วย
           8. เมื่อลดน้ำหนักได้สำเร็จ จนถึงระดับที่ต้องการแล้ว ต้องควบคุมน้ำหนักไว้ โดยต้องระมัดระวัง เรื่องการทานอาหาร และหมั่นออกกำลังกาย ถ้าไม่ควบคุมให้ดี น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นโดยง่าย
           9. ในต่างประเทศพบว่า การลดน้ำหนักเป็นหมู่ หรือเป็นพวกนั้นทำได้ง่ายกว่าทำคนเดียว ดังนั้น ควรหาสมัครพรรคพวก แล้วแข่งกันว่าใครจะทำได้ สำเร็จก่อน

การออกกำลังกาย

           การออกกำลังกาย จะช่วยให้การใช้อาหารลดน้ำหนัก เป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะเวลาร่างกายทำงาน หรือออกกำลังกาย ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงาน ถ้าออกแรงมาก ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมาก การออกกำลังกาย ยังช่วยให้กล้ามเนื้อ และอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ประสานงานกันดีขึ้น หัวใจ และปอดทำงาน ดีขึ้น  ไม่เหนื่อยง่าย ท้องไม่ผูก
           จากการทดสอบพบว่า ถ้าเราเดินวันละ 1 ชั่วโมงด้วยความเร็วพอสมควร วิ่ง ขี่จักรยานหรือว่ายน้ำวันละ 20 นาที จะเสียพลังงานวันละ 200 แคลอรี ถ้าทำเช่นนี้ทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือนจะช่วยให้น้ำหนักลดลงประมาณ 1/2-1 กิโลกรัม การทำสวนปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ก็จะช่วยลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกัน การขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เป็นการออกกำลังกาย ที่ทำได้ง่าย และช่วยลดน้ำหนักด้วย คนอ้วนที่ไม่เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง ควรพยายามเคลื่อนไหว ออกกำลังกายให้มาก และพยายามทำ ให้สม่ำเสมอทุกวัน ควบคู่กันไปกับการลดอาหาร
           ในเรื่องการออกกำลังกายนี้ มีผู้โต้แย้งเสมอว่า เวลาออกกำลังกายเหนื่อย ความอยากอาหารมักจะมีมากขึ้น ทำให้ยิ่งหิว ก็ยิ่งทานอาหารได้มาก เลยลดน้ำหนักไม่สำเร็จ บางคนอ้วนกว่าเดิมก็มี ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ปฏิบัติไม่ทำโดยสม่ำเสมอ มักจะทำบ้างหยุดบ้าง จึงทำให้การลดน้ำหนัก ไม่ได้ผล นักวิทยาศาสตร์ ผู้ทำการค้นคว้าเรื่องนี้โดยละเอียด อธิบายว่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย ถ้ามาออกแรงทำงาน หรือเล่นกีฬา ความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้นในตอนแรก  ซึ่งเป็นธรรมชาติของร่างกาย ที่จะปรับปรุงการทานอาหาร ให้ได้สมดุล กับปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้จ่าย คือ เมื่อใช้มาก ก็ทานมาก เป็นเงาตามตัว แต่ถ้าบุคคลนั้น ออกกำลังกายให้มากขึ้น จนถึงระดับหนึ่ง และทำจนเคยชิน ความอยากอาหาร จะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าบุคคลนั้นออกกำลังกาย จนเข้าขั้น เหนื่อยล้า (Fatigue) ความอยากอาหาร ก็จะลดลง ดังนั้นการออกกำลังกาย จะช่วยลดน้ำหนัก ได้ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติ ทำสม่ำเสมอ และมากพอควร แต่ไม่ควร มากเกินไป จนถึงให้โทษ หรือเป็นอันตรายแก่ร่างกาย

การแก้ไขด้านอาหาร

อาหารลดน้ำหนักที่ถูกหลักโภชนาการควรมีลักษณะดังนี้
           1. ควรมีพลังงาน (แคลอรี) ต่ำกว่าที่ร่างกายต้องการ เมื่อร่างกายได้พลังงานไม่พอจากอาหาร ร่างกายจะได้ใช้ไขมัน ที่สะสมไว้มาเผาผลาญแทน น้ำหนักร่างกายก็จะค่อย ๆ ลดลง สำหรับผู้ชาย ที่ต้องการลดน้ำหนัก  ควรทานอาหาร ที่ให้พลังงานวันละ 1,500-2,000 แคลอรี ถ้าเป็นหญิง ควรทานอาหารที่ให้พลังงานวันละ 1,200-1,600 แคลอรี พลังงานที่ได้รับขนาดนี้จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้โดยปลอดภัย แม้ว่าบุคคลนั้น จะมีโอกาสออกกำลังกาย ไม่มากนักก็ตาม และไม่ทำให้หิวจัด อ่อนเพลีย หรือร่างกายทรุดโทรม จนเกิดโรคภัยไข้เจ็บ อาหารลดน้ำหนัก ที่มีพลังงานต่ำกว่าวันละ 1,000 แคลอรี มักไม่ใคร่ใช้กัน เพราะยาก ที่จะจัดให้เป็นอาหารสมส่วนได้ โดยทั่วไป ถ้าลดพลังงานในอาหาร ลงวันละ 500-1,000 แคลอรีต่อวัน จะช่วยลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละ 1/2-1 กิโลกรัม หรือเดือนละ 2-4 กิโลกรัม
           การลดแคลอรีในอาหาร ทำได้โดยลดปริมาณอาหาร ที่มีแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง เช่น ถ้ารับประทานข้าว แล้วไม่ควรทานก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมปัง หรือขนมหวานเพิ่มเติม จากข้าว หรือถ้าเคยทานข้าว 2 ถ้วนในมื้อหนึ่ง ก็ควรลดเหลือเพียงถ้วยเดียว เวลาทานก๋วยเตี๋ยว ก็ควรบอกผู้ปรุง ให้ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวแต่น้อย ใส่ผักหรือเนื้อให้มาก ข้าวที่ทาน ควรเป็นข้าวที่มีวิตามิน และเกลือแร่สูง เช่น ข้าวกระยาทิพย์ ข้าวที่ขัดสีแต่น้อย ฯลฯ วิตามินและเกลือแร่ จะช่วยต้านทานโรค ทำให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานตามปกติ ระหว่างที่มีการลดน้ำหนัก
           2. ควรทานโปรตีนในปริมาณสูง ปกติผู้ใหญ่ต้องการโปรตีน ในอาหารประมาณ 1 กรัม ต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม จากผลการค้นคว้าปรากฎว่า เวลาลดน้ำหนัก เมื่อทานอาหาร ที่มีแคลอรีต่ำเข้าไป โปรตีนในอาหารมักจะถูกเผาผลาญ ใช้เป็นพลังงาน มากกว่าจะถูกใช้ในการสร้าง หรือซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ โปรตีนในร่างกายมักจะ สลายตัวมากขึ้นด้วย ดังนั้น ในการลดน้ำหนัก จึงควรทานอาหาร ที่มีโปรตีนสูงประมาณ 1.5 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม มีผู้พบว่า การทานโปรตีนปริมาณนี้ จะช่วยป้องกัน การสูญเสียไนโตรเจน อันเนื่องมาจาก การเอาโปรตีนในอาหาร หรือจากเนื้อเยื่อ และช่วยให้อิ่มนานขึ้นอีกด้วย
           ผู้ที่ลดน้ำหนัก ควรทานโปรตีนวันละ 70-100 กรัม หรือไม่น้อยกว่าวันละ 60 กรัม และควรแบ่งให้เท่า ๆ กันทั้ง 3 มื้อ ส่วนใหญ่ควรเป็นโปรตีน ที่ได้จากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือผลิตผลจากสัตว์ เช่น ไข่ นม ที่เอาไขมันออก  หรือจากถั่วเหลือง และถั่วเมล็ดแห้งอื่น ๆ จึงจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายคุ้มค่า ควรทานเนื้อปลาให้มาก เพราะมีไขมัน ต่ำกว่า เนื้อสัตว์ชนิดอื่น และย่อยง่าย ควรทานปลาทะเลให้บ่อย เพราะให้ไอโอดีน ซึ่งช่วยป้องกันโรคคอพอกด้วย ควรทานเนื้อหมูไม่ติดมันด้วย เพราะให้โปรตีนและวิตามิน บีหนึ่ง ส่วนเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ก็มีประโยชน์และมีเหล็ก และวิตามินต่าง ๆ สูง
           ในการประกอบอาหาร เนื้อสัตว์ไม่ควรใช้วิธีทอด ควรย่างหรือต้มกับผักก็ได้ อาหารพวกถั่วเมล็ดแห้ง ควรหุงต้มให้เปื่อย จะได้ย่อยง่ายขึ้น และควรพยายามทานให้บ่อยครั้ง เพราะให้โปรตีน คุณภาพทัดเทียมกับเนื้อสัตว์ และไม่มีสารไขมัน พวกคอเลสเตอรอล ซึ่งจะทำอันตรายแก่หลอดเลือดด้วย
           3. ควรมีไขมันพอสมควรในอาหาร ขณะลดน้ำหนักคนชอบคิดว่า ควรงดทานไขมันทั้งหมด นับว่าเป็นการเข้าใจที่ผิด เราไม่ควรงดอาหารไขมันไปเลย ควรจะมีทาน บ้างสักเล็กน้อย  เพราะไขมัน ช่วยดูดซึมวิตามิน ที่ละลายในไขมัน ให้กลายเป็นกรดไขมัน ที่จำเป็นแก่ร่างกาย และช่วยให้อาหาร อยู่ในกระเพาะได้นาน หรืออิ่มนาน จนกว่าจะถึงเวลาอาหารมื้อต่อไป ไขมันที่ควรรับประทาน ในการลดน้ำหนัก ควรเป็นไขมัน ที่มาจากพืชเป็นส่วนใหญ่ เช่นน้ำมันถั่ว น้ำมันรำ ฯลฯ น้ำมันพืชดังกล่าว (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว) ซึ่งมีกรดไขมัน ที่จำเป็นแก่ร่างกาย และกรดไขมัน ที่ไม่อิ่มตัวผสมอยู่มาก และไม่มีสารพวก คอเลสเตอรอล กรดไขมันดังกล่าวนี้ สามารถลด คอเลสเตอรอลในเลือดได้ จึงช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด ไขมันจากเนื้อมะพร้าว และน้ำมันมะพร้าวนั้น ไม่มีคอเลสเตอรอลก็จริง แต่มีกรดไขมันพวกอิ่มตัวอยู่มาก มีกรดไขมันพวกไม่อิ่มตัวน้อย จึงไม่มีประโยชน์มากนัก นแง่ป้องกันโรคเส้นเลือด แข็งเปราะเหมือนไขมันจากพืชอื่น ๆ
           ไขมันก็กระจายตัวง่าย เช่น ไขมันที่มาจากนม ไข่แดง ปลาติดมัน ก็รับประทานได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่ควรทานไขมัน ที่ติดกับเนื้อสัตว์อื่น เช่น หมูสามชั้น มันเนื้อ และควรใช้ น้ำมันพืชดังกล่าวมาแล้วประกอบอาหาร ทำน้ำสลัด หรือาจใช้น้ำสลัดที่ไม่ใส่ไขมัน แต่ใส่น้ำส้มหรือน้ำมะนาวแทน
           ในเรื่องเกี่ยวกับไขมันนี้ บุคคลส่วนมาก มักเข้าใจว่าทานน้ำมันพืชแล้วไม่อ้วน ความจริงทั้งไขมันจากพืชและสัตว์ ถ้าทานมากเกินไป ทำให้อ้วนได้ทั้งนั้น อาหารพวกแป้งหรือข้าวก็เช่นเดียวกัน ถ้าทานมากไป ก็สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ ดังนี้นถึงแม้คนไทย ทานอาหารที่มีไขมันต่ำก็จริง แต่ทานข้าวและขนมหวานกันมาก ซึ่งก็ทำให้อ้วนได้เช่นเดียวกัน
           4. ควรทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพราะผักและผลไม้ เป็นอาหารให้แคลอรีต่ำ มีเกลือแร่และวิตามินสูง และช่วยบรรเทาความหิวได้ ในระหว่างที่มีการลดอาหาร
           ผักที่มีแคลอรีต่ำมาก และควรทานเป็นประจำทุกมื้อ โดยไม่จำกัดจำนวน ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง ผักกระเฉด ผักกาดหอม แตงกวา เห็ด ดอกกะหล่ำ เป็นต้น
           ผักที่มีแคลอรีพอควรซึ่งอาจทานได้บ่อยครั้งได้แก่ หัวผักกาดแดง หัวหอม ถั่ว ฟักทอง บวบ ฯลฯ
           ผักที่มีแคลอรีค่อนข้างสูง เช่น มันเทศ มันฝรั่ง ข้าวโพด เผือก ทานได้เป็นครั้งคราว ไม่ควรทานบ่อย
           ผักที่ทานควรเป็นผักสด เช่น ทำเป็นสลัด ถ้าหุงต้มควรทำแกงจืด แบบซุปหรือแกงส้มดีกว่าทอดหรือผัดกะทิ
           เลือกทานผลไม้ที่รสไม่หวานจัด ทานผลไม้สดพวกที่มีวิตามินซีสูงทุกวัน เช่น ส้มเขียวหวาน ผลไม้อื่น เช่น มะละกอสุก สับปะรด กล้วยทานได้ไม่จำกัดจำนวนและควรดื่ม น้ำผลไม้สดที่ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ควรทานผลไม้กวน เพราะมีน้ำตาลอยู่มาก งดทานแยม หรือมาร์มาเลดเด็ดขาด เพราะให้แคลอรีสูง
           สำหรับผู้ที่แพทย์แนะนำให้ทานอาหาร มีแคลอรีต่ำมาก หรือถ้าเป็นหญิงมีครรภ์ ที่ต้องลดน้ำหนัก ควรทานเกลือแร่ เช่น เหล็ก แคลเซียม และวิตามินรวมเพิ่มเติม
           สรุปได้ว่า ทานอาหารพวกเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดข้าว ขนมและไขมัน อาหารที่ควรละเว้น ได้แก่ อาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน หรือไขมัน ผลไม้เปลือกแข็ง เนยเหลว ช็อกโกแลต ไอศกรีม เนื้อหรือปลามีมันสูง น้ำสลัดข้น ปลากระป๋องที่แช่ในน้ำมัน ขนมหวานจัด น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง รวมทั้งเครื่องดื่มพวกน้ำอัดลม เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ (แอลกอฮอล์ 1 กรัม มีปริมาณถึง 7 แคลอรี)

การลดน้ำหนักหรือการลดความอ้วน

             มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงชัดเจน การลดน้ำหนักจะช่วยให้มีอายุยืนและช่วยในการรักษาโรคต่าง ๆ กล่าวมาแล้วได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การลดน้ำหนักจึงเป็นสิ่ง
จำเป็นมาก วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องและไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกายก็คือ การลดไขมันที่สะสมอยู่มากกว่าปกติในร่างกาย ซึ่งทำได้ดังนี้
           1. การแก้ไขด้านอาหาร หรือลดปริมาณอาหารที่ทาน
           2. การออกกำลังกาย หรือการทำงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญสารอาหารที่ทานเข้าไปมากขึ้น

อันตรายที่เกิดจากการมีน้ำหนักมากเกินขนาดหรือโรคอ้วน

           ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ชายอายุสูงกว่า 30 ปี ร้อยละ 50 มีน้ำหนักมากเกินขนาด และร้อยละ 25 เป็นโรคอ้วน ส่วนผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นโรคอ้วน ถึงร้อยละ 15-30 ในประเทศอื่นส่วนใหญ่ ไม่มีตัวเลขที่แน่นอน
           จากสถิติที่รวบรวมได้ในหลายประเทศเห็นว่า คนที่ทานมากเกินไป จนเป็นโรคอ้วนนั้น มักอายุสั้น มีความต้านทานโรคต่ำ และติดโรคง่าย มีอัตราการป่วย และการตายสูง เนื่องจากเป็นโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีความโน้มเอียง ที่จะเป็นโรคปวดข้อ โรคเกี่ยวกับต่อมต่าง ๆ ในร่างกายผิดปกติ โรคกระเพาะอาหาร และลำไส้อักเสบได้ง่าย  บุคคลเหล่านี้ มักเป็นอันตรายได้ง่าย เมื่อเกิดมีการผ่าตัด และเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ในขณะที่ตั้งครรภ์ หรือคลอดบุตร นอกจากนี้คนอ้วนมักอึดอัด เคลื่อนไหวไม่สะดวก เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย มักเหนื่อยง่าย ปวดศีรษะ และมีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว สุขภาพจิตไม่ค่อยดี เพราะแต่งกายให้สวยงามได้ยาก และมักมีปัญหาเกี่ยวกับ การถูกล้อเลียน

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สาเหตุของโรคอ้วน

  • กรรมพันธุ์ - ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งคู่ลูกจะมีโอกาสอ้วนถึงร้อยละ 80 แต่ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งที่อ้วนลูกจะมีโอกาสอ้วนถึงร้อยละ 40 แต่ไม่ควรที่จะวิตกกังวลจนเกินเหตุ ไม่ใช่ว่าคุณจะสิ้นโอกาสผอมหรือหุ่นดี
  • นิสัยจากการรับประทานอาหาร - คนที่มีนิสัยไม่ดีในการรับประทานอาหาร หรือที่เรียกกันว่า กินจุบจิบ ไม่เป็นเวลาก็ทำให้อ้วนขึ้นได้
  • การไม่ออกกำลังกาย
  •  ถ้ารับประทานอาหารที่มากเกินพอดี แต่มีการออกกำลังกาย บ้างก็อาจทำให้ยืดเวลาความอ้วน แต่ถ้ารับประทานอาหารที่มากเกินพอดีแล้วนั่งๆ นอนๆ โดยไร้ซึ่งการยืดเส้นยืดสาย ในไม่ช้าก็จะเกิดการสะสมไขมันในร่างกาย
  • อารมณ์และจิตใจ - มีบางคนที่รับประทานอาหารตามอารมณ์และจิตใจ เช่น กินอาหารเพื่อดับความโกรธแค้น กลุ้มใจ กังวลใจ บุคคลเหล่านี้จะรู้สึกว่าอาหารทำให้ใจสงบ จึงยึดอาหารไว้เป็นสิ่งที่สร้างความสบายใจ - แต่ในทางกลับกัน บางคนที่รู้สึกเสียใจ กลุ้มใจ ก็กินอาหารไม่ได้ ถ้าในระยะเวลานานๆ ก็มีผลทำให้เกิดการขาดอาหาร ฯลฯ
  • ความไม่สมดุลกับความรู้สึกอิ่ม ความหิว ความอยากอาหาร - เมื่อใดที่ความอยากกินเพิ่มขึ้นเมื่อนั้นการบริโภคก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถึงขั้น "กินจุ" ในที่สุดก็จะทำให้เกิดความอ้วน
  • เพศ - ผู้หญิงสามารถอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะโดยธรรมชาติมักสรรหาอาหารมากินได้ตลอดเวลา อีกทั้งผู้หญิงจะต้องตั้งครรภ์ทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้น เพราะต้องกินอาหารมากขึ้น เพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ และบางคนหลังจากคลอดบุตรแล้วก็ไม่สามารถลดน้ำหนักลงให้เท่ากับเมื่อก่อนตั้งครรภ์ได้
  • อายุ - เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่จะอ้วนก็เพิ่มขึ้น ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งอาจเกิดจากการใช้พลังงานน้อยลง
  • กระบวนการทางเคมีที่เกิดกับร่างกาย
  • ยา - ผู้ป่วยบางโรคนั้น จะได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลานานก็ทำให้อ้วนได้ และในผู้หญิงที่ฉีดยาหรือใช้ยาคุมกำเนิด ก็ทำให้อ้วนได้เหมือนกัน
  • โรคบางชนิด เช่น ไฮโปไทรอยด์ ชายอ้วน

ความหมายของโรคอ้วน

โรคอ้วนเป็นสภาวะทางการแพทย์ที่มีการสะสมไขมันร่างกายมากถึงขนาดที่อาจมีผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้มีการคาดหมายคงชีพลดลง และมีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง การพิจารณาว่าบุคคลใดอ้วนนั้นพิจารณาจากดัชนีมวลกาย (BMI) ซึ่งเป็นการวัด มีค่าเท่ากับน้ำหนัก (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง บุคคลที่มีดัชนีมวลกายเกิน 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรถือว่าเป็นโรคอ้วน โดยในช่วง 25-30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรนิยามเป็นน้ำหนักเกิน
โรคอ้วนเพิ่มโอกาสการป่วยเป็นโรคหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น มะเร็งบางชนิด และโรคข้อเสื่อมโรคอ้วนมีสาเหตุมาจากการรับพลังงานจากอาหารมากเกิน การขาดกิจกรรมทางกาย และความเสี่ยงทางพันธุกรรมร่วมกันมากที่สุด แม้ว่าผู้ป่วยน้อยรายจะเกิดจากยีน ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ยาหรือการป่วยจิตเวชเป็นหลัก สำหรับมุมมองที่ว่าคนอ้วนบางรายกินน้อยแต่น้ำหนักเพิ่มเพราะเมแทบอลิซึมช้านั้นมีหลักฐานสนับสนุนจำกัด โดยเฉลี่ยแล้ว คนอ้วนมีการเสียพลังงานมากกว่าคนผอมเนื่องจากต้องใช้พลังงานมากกว่าในการรักษามวลร่างกายที่เพิ่มขึ้น
การจำกัดอาหารและการออกกำลังกายเป็นหลักของการรักษาโรคอ้วน สามารถปรับปรุงคุณภาพอาหารได้โดยการลดการบริโภคอาหารพลังงานสูง เช่น อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง และโดยการเพิ่มการรับใยอาหาร อาจบริโภคยาลดวามอ้วนเพื่อลดความอยากอาหารหรือลดการดูดซึมไขมันเมื่อใช้ร่วมกันกับอาหารที่เหมาะสม หากอาหาร การออกกำลังกายและยาไม่ได้ผล การทำบอลลูนกระเพาะอาหาร (gastric ballon) อาจช่วยให้น้ำหนักลดได้ หรืออาจมีการผ่าตัดเพื่อลดปริมาตรกระเพาะอาหารและความยาวลำไส้ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและลดความสามารถในการดูดซึมสารอาหาร
โรคอ้วนเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ทั่วโลกที่สามารถป้องกันได้ โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ทางการมองว่าโรคอ้วนเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่ร้ายแรงที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21 โรคอ้วนถูกระบุว่าเป็นปัญหาในโลกสมัยใหม่อย่างมาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก) ทว่าในอดีต ความอ้วนถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ และกระทั่งปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อดังกล่าวในบางบริเวณของโลก ใน ค.ศ. 2013 สมาคมแพทย์อเมริกาจัดความอ้วนเป็นโรค

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ตามนโยบายของ คสช.


ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ตามนโยบายของ คสช.

1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม
3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม
5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี
11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออ านาจฝ่ายต่ า หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา
12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง